Skip to content
Home » Instructional Design

Instructional Design

    ที่มาของ Instructional Design

    Instructional Design หรือ ID มีรากฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ เช่น พฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ที่เน้นการตอบสนองต่อสิ่งเร้า, การรู้คิด (Cognitivism) ที่เน้นกระบวนการทางความคิด และ การสร้างสรรค์ความรู้ (Constructivism) ที่เน้นการสร้างความรู้ด้วยตนเอง 💡

    เดิมที ID พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในกองทัพสหรัฐอเมริกาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อฝึกอบรมทหารให้มีทักษะที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หลังจากนั้นจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในวงการศึกษาและธุรกิจ เพื่อออกแบบหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ให้มีคุณภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้


    ความจำเป็นของ Instructional Design

    Instructional Design เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุค e-Learning ที่มีข้อมูลมากมายมหาศาล เพราะ ID ช่วยให้เราสามารถ:

    • สร้างการเรียนรู้ที่เป็นระบบและมีเป้าหมาย: แทนที่จะใส่ข้อมูลทั้งหมดเข้าไปในหลักสูตร ID จะช่วยให้เรากำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจนและออกแบบเนื้อหาให้เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้: ID ช่วยลดความสับสนและภาระด้านการรับรู้ (cognitive load) ของผู้เรียน ด้วยการจัดระเบียบเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสม
    • ออกแบบสื่อการสอนที่หลากหลาย: ID ไม่ได้จำกัดแค่การบรรยาย แต่ยังรวมถึงการใช้สื่อมัลติมีเดีย, การทำกิจกรรม, เกม, หรือแม้กระทั่งการจำลองสถานการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น
    • ประเมินผลการเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำ: ID ช่วยให้เราออกแบบเครื่องมือวัดผลที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง

    รูปแบบ Instructional Design ที่ใช้ในปัจจุบัน

    ปัจจุบันมีโมเดล ID ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายหลายรูปแบบ แต่โมเดลที่เป็นที่นิยมที่สุดคือ โมเดล ADDIE ซึ่งเป็นกรอบการทำงานเชิงระบบที่ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

    1. A – Analysis (การวิเคราะห์)

    ขั้นตอนนี้คือการทำความเข้าใจบริบททั้งหมด 🧐 เช่น ผู้เรียนคือใคร (ความรู้พื้นฐาน, เป้าหมาย), เนื้อหาที่ต้องการสอนคืออะไร, และทรัพยากรที่มีอยู่คืออะไร ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการออกแบบคอร์สสอนการใช้โปรแกรม Photoshop คุณต้องวิเคราะห์ว่าผู้เรียนเป็นมือใหม่หรือมีประสบการณ์แล้ว, ต้องการเรียนรู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษ, และอุปกรณ์ที่ผู้เรียนมีรองรับหรือไม่

    2. D – Design (การออกแบบ)

    เมื่อวิเคราะห์เสร็จแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการออกแบบแผนการสอน ✍️ ซึ่งรวมถึงการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (เช่น ผู้เรียนจะสามารถใช้งานเครื่องมือ Brush ได้), การจัดโครงสร้างเนื้อหา (เช่น บทที่ 1 รู้จักกับโปรแกรม, บทที่ 2 การใช้เครื่องมือพื้นฐาน), การเลือกรูปแบบการสอน, และการออกแบบกิจกรรมและแบบประเมินผล ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะออกแบบให้มีวิดีโอสอนการใช้เครื่องมือแต่ละชนิด ตามด้วยแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทดลองทำเอง

    3. D – Development (การพัฒนา)

    ขั้นตอนนี้คือการสร้างสื่อการสอนจริงตามแผนที่วางไว้ 💻 เช่น การอัดวิดีโอ, การสร้างสไลด์, การเขียนแบบฝึกหัด, หรือการพัฒนาเกมการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น การถ่ายทำวิดีโอสาธิตการใช้งานเครื่องมือต่างๆ ใน Photoshop พร้อมเสียงบรรยาย

    4. I – Implementation (การนำไปใช้)

    เมื่อสื่อการสอนพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาเผยแพร่หลักสูตร 🚀 อาจจะผ่านแพลตฟอร์ม e-Learning, ห้องเรียนเสมือนจริง, หรือการอบรมแบบตัวต่อตัว และให้ผู้เรียนได้เริ่มเรียนรู้

    5. E – Evaluation (การประเมินผล)

    ขั้นตอนสุดท้ายคือการประเมินผลการเรียนรู้และคุณภาพของหลักสูตร 📊 เพื่อดูว่าบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ รวมถึงการรวบรวมคำติชมจากผู้เรียนเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขในอนาคต ตัวอย่างเช่น การทำแบบทดสอบหลังเรียน, การสำรวจความพึงพอใจ, หรือการสังเกตการนำความรู้ไปใช้จริง


    นอกจาก ADDIE แล้ว ยังมีโมเดลอื่นๆ เช่น SAM (Successive Approximation Model) ซึ่งเป็นโมเดลที่เน้นการทำซ้ำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Iterative) เหมาะสำหรับการทำงานที่ต้องการความรวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้นครับ 🚀