Skip to content
Home » e-Learning รูปแบบและการประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน

e-Learning รูปแบบและการประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน

    e-Learning รูปแบบและการประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน 1

    E-Learning: รูปแบบและการประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน

    การเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด

    • การเรียนการสอนที่ใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อกลาง โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต ช่วยให้เข้าถึงเนื้อหาได้จากทุกที่ทุกเวลา


    เปิดโลก E-Learning: 4 รูปแบบหลักที่คุณควรรู้

    • Asynchronous (ไม่พร้อมกัน)
    • Synchronous (พร้อมกัน)
    • Blended Learning (ผสมผสาน)
    • Mobile Learning (m-Learning)


    เรียนรู้ตามจังหวะของคุณ
    Asynchronous E-Learning

    เนื้อหาจะถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เช่น วิดีโอที่บันทึกไว้, เอกสารประกอบการเรียน, แบบฝึกหัด, ฟอรัมสนทนา ผู้เรียนสามารถดูวิดีโอซ้ำได้, อ่านเอกสารได้หลายครั้ง, และร่วมสนทนาในฟอรัมได้ตลอดเวลา ข้อดีคือผู้เรียนมีอิสระในการจัดการเวลาเรียนของตนเองอย่างเต็มที่

    • ข้อดี: ยืดหยุ่นสูง, ทบทวนได้หลายครั้ง
    • ตัวอย่าง

      • MOOCs (Massive Open Online Courses): แพลตฟอร์มอย่าง Coursera, edX, FutureLearn ที่เปิดคอร์สเรียนออนไลน์ขนาดใหญ่ให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ฟรีหรือมีค่าใช้จ่าย
      • บทเรียนออนไลน์แบบบันทึกไว้: วิดีโอบรรยายที่อัปโหลดบน YouTube หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ขององค์กร/สถาบัน
      • การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านโมดูล (Self-paced Modules): หลักสูตรอบรมภายในองค์กรที่พนักงานสามารถเข้าเรียนได้ตามตารางเวลาของตนเอง
      • ฟอรัมสนทนาออนไลน์ (Online Discussion Forums): ผู้เรียนโพสต์คำถาม ตอบคำถาม หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมชั้นและผู้สอนในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน


    ปฏิสัมพันธ์แบบเรียลไทม์

    Synchronous E-Learning

    รูปแบบนี้จำลองบรรยากาศห้องเรียนแบบดั้งเดิมมาไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทำให้เกิดการโต้ตอบแบบทันที เช่น วิดีโอคอนเฟอเรนซ์, แชทสด, ไวท์บอร์ดเสมือนจริง เหมาะสำหรับการนำเสนอเนื้อหาที่ต้องการการอภิปรายโต้ตอบทันที, การตอบคำถามแบบสด, หรือการทำกิจกรรมกลุ่มแบบเรียลไทม์

    • ข้อดี: มีปฏิสัมพันธ์ทันที, บรรยากาศเหมือนห้องเรียน
    • ตัวอย่าง

      • Virtual Classrooms/Webinars: การบรรยายสดผ่าน Zoom, Google Meet, Microsoft Teams ที่ผู้เรียนสามารถถามคำถามและได้รับคำตอบทันที
      • Live Q&A Sessions: ช่วงตอบคำถามสดกับผู้เชี่ยวชาญหรือผู้สอน
      • Interactive Online Workshops: การเวิร์คช็อปที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกลุ่มหรือแก้ปัญหาแบบเรียลไทม์
      • Live Coding Sessions: การเรียนเขียนโค้ดที่ผู้สอนสาธิตและผู้เรียนสามารถลองทำตามได้ทันที


    ผสมผสานสิ่งที่ดีที่สุด
    Blended Learning

    รูปแบบนี้มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของหลักสูตรและผู้เรียนได้อย่างดีเยี่ยม ผู้เรียนอาจจะเรียนเนื้อหาเบื้องต้นด้วยตนเองแบบ Asynchronous ก่อน (เช่น ดูวิดีโอ อ่านเอกสาร) แล้วจึงมาเข้าร่วมชั้นเรียนแบบ Synchronous หรือในห้องเรียนจริงเพื่อทำกิจกรรมกลุ่ม, อภิปราย, หรือตอบคำถาม ข้อดีคือได้ทั้งความยืดหยุ่นและการมีปฏิสัมพันธ์แบบเรียลไทม์

    • ข้อดี: ได้ทั้งความยืดหยุ่นและการปฏิสัมพันธ์
    • ตัวอย่าง

      • Flipped Classroom (ห้องเรียนกลับด้าน): ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาเบื้องต้นจากวิดีโอหรือสื่อออนไลน์ที่บ้าน (Asynchronous) แล้วมาทำกิจกรรม, อภิปราย, หรือแก้ปัญหาโจทย์ในห้องเรียนจริงหรือใน Virtual Classroom (Synchronous/Face-to-face)
      • หลักสูตรมหาวิทยาลัยที่ผสมผสาน: เรียนบรรยายออนไลน์ (Asynchronous) และเข้าเรียนกลุ่มย่อยหรือทำแล็บในมหาวิทยาลัย (Face-to-face/Synchronous)
      • การอบรมในองค์กร: พนักงานเรียนรู้ทฤษฎีผ่านโมดูลออนไลน์ (Asynchronous) และเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการแบบตัวต่อตัว (Face-to-face)


    เรียนรู้บนมือคุณ
    Mobile Learning (m-Learning)

    m-Learning เน้นการเรียนรู้ที่ “ทุกที่ทุกเวลา” อย่างแท้จริง โดยเนื้อหาจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการแสดงผลบนหน้าจอขนาดเล็กและรองรับการใช้งานแบบสัมผัส มักจะมาในรูปแบบของแอปพลิเคชัน, เว็บไซต์ที่รองรับมือถือ, หรือพอดแคสต์ ข้อดีคือความสะดวกสบายในการเข้าถึงและเรียนรู้ได้ในเวลาว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ

    • ข้อดี: สะดวก, เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา, เหมาะกับเนื้อหาสั้นๆ (Microlearning)
    • ตัวอย่าง

      • แอปพลิเคชันเรียนภาษา: เช่น Duolingo, Babbel ที่ให้ผู้เรียนฝึกภาษาผ่านเกมและบทเรียนสั้น ๆ
      • พอดแคสต์การศึกษา: ผู้เรียนสามารถฟังเนื้อหาบรรยายหรืออภิปรายขณะเดินทาง
      • Microlearning Modules: บทเรียนสั้น ๆ ที่สามารถเรียนจบภายในไม่กี่นาทีบนสมาร์ทโฟน เช่น วิดีโอสอนทักษะเฉพาะทาง
      • Quiz Apps: แอปพลิเคชันสำหรับทำแบบทดสอบหรือทบทวนความรู้


    ขยายขอบเขต E-Learning

    นอกจาก 4 รูปแบบหลักข้างต้น ยังมีการจำแนกย่อยหรือรูปแบบที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่

    • Microlearning: เน้นเนื้อหาที่สั้นกระชับ ใช้เวลาเรียนไม่นาน เหมาะกับการเรียนรู้ทักษะเฉพาะทางหรือการทบทวนความรู้
    • Gamification in e-Learning: การนำองค์ประกอบของเกมมาใช้ในการออกแบบการเรียนรู้ เช่น การให้คะแนน, ป้ายรางวัล, การแข่งขัน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและความสนุกสนาน
    • Adaptive Learning: ระบบ e-Learning ที่ปรับเนื้อหา เส้นทางการเรียนรู้ และกิจกรรมให้เหมาะสมกับความสามารถและความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคนโดยอัตโนมัติ


    E-Learning

    อนาคตของการเรียนรู้

    บทสรุป

    e-Learning ได้พัฒนาและแตกแขนงออกไปหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้เรียนและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ การเลือกใช้รูปแบบ e-Learning ที่เหมาะสมจะช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด การผสมผสานรูปแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน (Blended Learning) มักเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถดึงเอาข้อดีของแต่ละรูปแบบมาใช้ได้อย่างเต็มที่

    หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจรูปแบบของ e-Learning ที่มีและใช้งานอยู่ในปัจจุบันครับ