Skip to content
Home » Adaptive Learning

Adaptive Learning

    Adaptive Learning หรือ การเรียนรู้แบบปรับตัว คือการใช้เทคโนโลยีและอัลกอริทึมเพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะกับความต้องการและความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนแบบเรียลไทม์ 🤖 โดยระบบจะทำหน้าที่เหมือนติวเตอร์ส่วนตัวที่คอยวิเคราะห์ความเข้าใจ จุดแข็ง และจุดอ่อนของผู้เรียน จากนั้นจึงปรับเนื้อหา ระดับความยาก หรือวิธีการสอนให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่การสอนแบบ “หนึ่งขนาดเหมาะกับทุกคน” (one-size-fits-all) แบบเดิมๆ


    ที่มาและความจำเป็น

    แนวคิดของ Adaptive Learning มีมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเป็นที่นิยมและใช้งานได้จริงอย่างแพร่หลายในช่วงที่เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) มีความก้าวหน้าอย่างมาก เนื่องจากระบบเหล่านี้ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลของผู้เรียนมาประมวลผลเพื่อสร้างการปรับเปลี่ยนที่แม่นยำ

    ความจำเป็นในการใช้ Adaptive Learning เกิดจาก

    • ความแตกต่างระหว่างผู้เรียน: ผู้เรียนแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ รูปแบบการเรียนรู้ และความเร็วในการทำความเข้าใจที่แตกต่างกัน การสอนแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้: ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับเนื้อหาที่เข้าใจอยู่แล้ว และสามารถใช้เวลาไปกับการทบทวนหรือฝึกฝนในส่วนที่ยังไม่เชี่ยวชาญ ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • สร้างแรงจูงใจ: การที่เนื้อหาถูกปรับให้พอดีกับความสามารถของผู้เรียน ไม่ยากหรือง่ายเกินไป จะช่วยลดความเบื่อหน่ายและความท้อแท้ ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้มากขึ้น
    • การวิเคราะห์เชิงลึก: ระบบสามารถเก็บข้อมูลและนำเสนอรายงานเชิงลึกเกี่ยวกับความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคน ทำให้ผู้สอนสามารถเข้าใจและให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงได้ดียิ่งขึ้น


    ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน

    Adaptive Learning ถูกนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาและองค์กร

    1.การศึกษา (Academic Learning)
    ตัวอย่าง: แพลตฟอร์มการเรียนคณิตศาสตร์ออนไลน์สำหรับเด็ก เช่น DreamBox ใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ว่านักเรียนคนไหนยังไม่เข้าใจเรื่องการบวกลบเลขจำนวนเต็ม หากนักเรียนตอบผิด ระบบจะปรับลดระดับความยากลงและนำเสนอแบบฝึกหัดพื้นฐานที่เกี่ยวข้องให้ก่อนที่จะกลับไปสู่เนื้อหาที่ยากขึ้นอีกครั้ง

    2.การฝึกอบรมในองค์กร (Corporate Training)
    ตัวอย่าง: บริษัทใหญ่ๆ ใช้ Adaptive Learning เพื่อฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับกฎระเบียบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ระบบจะวิเคราะห์ว่าพนักงานคนไหนทำแบบทดสอบผ่านแล้วในบางส่วน ก็จะข้ามเนื้อหาส่วนนั้นไปและนำเสนอเนื้อหาใหม่ที่ยังไม่เคยเรียนรู้ เพื่อประหยัดเวลาและให้พนักงานเรียนรู้ได้ตามความต้องการของตนเอง

    3.การเรียนรู้ภาษา (Language Learning)
    ตัวอย่าง: แอปพลิเคชันเรียนภาษาบางตัวจะวิเคราะห์ว่าผู้เรียนจดจำคำศัพท์ไหนได้ดีและคำศัพท์ไหนที่ยังสับสนอยู่ จากนั้นจะนำเสนอคำศัพท์ที่ผู้เรียนยังไม่แม่นยำมาให้ทบทวนบ่อยขึ้น และปรับระดับความยากของบทเรียนตามความสามารถของผู้เรียนที่เพิ่มขึ้น


    ในอนาคต Adaptive Learning จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ส่วนบุคคล (Personalized Learning) ที่ช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพของตนเอง